น้ำมันงาดำสกัดเย็น พลังธรรมชาติบำบัดด้วยคุณประโยชน์หลากประการ

น้ำมันงาดำ-smartlife

ตั้งแต่ยุคสมัยมากกว่า 5,000 ปีมาแล้วนั้น งาดำถือเป็นสุดยอดของอาหารบำรุงไต ที่ชาวจีนทั้งหลายต่างให้การยกย่อง ชาวอินเดียนั้นก็จะนำน้ำมันงาดำมาทาบำรุงผิวและเส้นผมตนเอง และก็ยังถือว่าเป็นอาหารล้างพิษอย่างดี และทางการแพทย์ญี่ปุ่นก็แนะนำให้กินน้ำมันงาดำเพื่อช่วยเสริมสร้างประสาทและบำรุงสมอง

ในทางด้านการแพทย์ธรรมชาติบำบัดนัั้น งาดำถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยในการบำรุงและรักษาร่างกาย ช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ชะลอวัย กำจัดสารพิษในร่างกาย และปกป้องตับและไตของเรา โดยการใช้งาดำในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะโดยการกินแบบบดละเอียดหรือโดยการสกัดแบบเย็น (ไม่ผ่านความร้อน เพื่อคงคุณประโยชน์อย่างครบถ้วนที่สุดของงาดำ) ออกมาเป็นน้ำมันงาดำ

น้ํามันงาสกัดเย็นทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ได้ให้ความสำคัญกับน้ำมันงาดำเป็นอย่างดี เพราะว่าน้ำมันงาดำนี้มีความสมดุลของสารโอเมก้าที่เป็นกรดไขมันดีที่จำเป็น (Essential Fatty Acid) และมีสารอาหารจำเป็นอื่นๆต่อร่างกายมนุษย์ ดังนั้นจึงมีการแนะนำให้รับประทานน้ำมันงาดำในรูปธรรมชาติ (จากการสกัดเย็นโดยไม่ผ่านความร้อนหรือสารเคมีใดๆ) พร้อมกับการดูแลรักษาโดยการแพทย์แผนปัจจุบันในการดูแลรักษาผู้ป่วย

ด้วยความก้าวล้ำในเทคโนโลยีและการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ จึงเกิดการนำเสนอการใช้งาดำเพื่อเป็นอาหารและอาหารเสริมสุขภาพในเชิงลึกมากเพิ่มขึ้น โดยการผสมผสานกับข้อมูลในการใช้งาดำเพื่อดูแล รักษาและบำรุงร่างกายในอดีตมายาวนานกว่า 5,000 ปี จนทำให้เรามีความรู้และข้อใช้ในการอธิบายวิธีใช้ รวมถึงคุณประโยชน์ของงาดำได้อย่างดีและก่อให้เกิดประสิทธิภาพอันสูงสุด

การบริโภคงาดำเพื่อให้ได้ประโยชน์นั้นจะต้องอยู่ในรูปดิบ (Raw) กล่าวคือ ต้องไม่ผ่านความร้อนหรือสารเคมีใดๆเลย งาดำที่เรามักจะได้พบเจอตามตลาดที่เราเดินซื้อของทั่วไป มักจะเป็นแบบที่คั่วซึ่งผ่านความร้อนมาแล้ว และมักจะถูกนำมาใช้ประกอบเป็นอาหาร หรือเป็นรูปแบบน้ำมันที่ผ่านความร้อนซึ่งจะมีสีเข้มและมีกลิ่นหอมของงาที่เกิดจากการคั่ว

ในเมล็ดงานั้น มีส่วนผสมของน้ำมันกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งน้ำมันงานี้มีจึดเผาไหม้ที่ต่ำมาก การนำไปคั่วจะเกิดการไหม้ง่าย และการเผาไหม้ของน้ำมันงานั้นก็ก่อให้เกิดสารเผาไหม้ ซึ่งกลายเป็นของเสียและเกิดสารก่อมะเร็ง (Carcinogen) ก่อให้เกิดผลร้ายต่อร่างกายเรา หากได้บริโภคไปเป็นระยะเวลานานและต่อเนื่อง

จริงอยู่ว่า การที่เรานำงามาคั่วก่อนที่จะนำมาแปรรูปนั้นจะช่วยให้เมล็ดงาและน้ำมันที่ได้ไม่ขึ้นราง่าย และกลิ่นไหม้ของงา (ที่เรามักจะบอกว่าหอมๆนั้น) จะกลบกลิ่นหืนของน้ำมัน การแปรรูปในลักษณะนี้จะทำให้เกิดปฎิกิริยากับอากาศ (ออกซิไดซ์) ซึ่งทำให้คุณประโยชน์หรือสารอาหารที่ควรจะได้รับถดถอยลงไป

การที่เราบริโภคงาดำจากการแปรรูปที่ไม่ถูกวิธีนั้น ร่างกายเราไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ และเรายังได้รับสารพิษอันเกิดจากการเผาไหม้อย่างสะสมด้วย สารพิษเหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดโรคในร่างกายเราได้ในอนาคต ด้วยเหตุนี้เอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและนักโภชนาการจึงแนะนำให้รับประทานงาแบบเป็นเมล็ดสดบดละเอียด และน้ำมันงาสกัดเย็น เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุดและปลอดภัยในการบริโภคที่สุด

การบริโภคงานั้น ควรเลือกเป็นงาดำ ระหว่างงาดำและงาขาวนั้นมีความแตกต่างกันตรงที่การกะเทาะเปลือกชั้นนอกออก สารอาหารที่มีประโยชน์นั้นจะรวมตัวกันอยู่ที่เปลือกบางๆภายนอกของเมล็ดงา พอๆกันกับเนื้อสีขาวนวลมันภายใน ดังนั้นการที่เรานำงาแค่เพียงส่วนเดียวหรือส่วนใดส่วนหนึ่งมาสกัดหรือนำมาใช้นั้น จะทำให้สารอาหารที่จำเป็นที่อยู่ในงาดำหดหายไปเป็นจำนวนมาก

การบริโภคงาดำนั้นที่ถูกต้องและได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง มีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ ในรูปแบบทั้งเมล็ด (ต้องนำมาบดละเอียด) และการสกัดน้ำมันโดยการกลั่นเย็น

การบริโภคงาดำทั้งเมล็ด สามารถจะนำมาทำเป็นอาหาร หรือนำมาใช้ภายนอก แบบเครื่องสำอางค์ และสมานแผลก็ได้ทั้งนั้น ?งาดำ? เป็นเมล็ดพืชที่เกิดเชื้อราขึ้นได้ง่ายมาก โดยเฉพาะ ?สารพิษอาฟล่า? (Afla Toxin) ซึ่งจะมีผลร้ายต่อตับและไตของเรา ก่อให้เกิิดมะเร็งตับได้ ด้วยเหตุนี้เอง ตามท้องตลาดที่เราเห็นขายกันอยู่ จึงเป็นงาดำที่ผ่านการคั่วด้วยความร้อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อรา และเพื่อให้กลบกลิ่นหืนของนำ้มัน

แต่ในความจริงแล้ว เราควรใช้เมล็ดงาดำสดที่ไม่ผ่านการคั่ว หรือใส่สารเคมีกันเชื้อรา เมื่อเราต้องการจะนำเมล็ดงาสดมาปรุงอาหารหรือใช้ภายนอก เราจะต้องแน่ใจว่างาดำของเรามีคุณภาพดี ไม่มีความชื้น และเก็บได้มาตรฐาน ปลอดจากเชื้อรา แล้วนำเมล็ดงาดำมาแช่ในอุณหภูมิห้องข้ามคืน (อาจจะเตมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ซึ่่งเป็นสารทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคกับเชื้อราไปด้วยเล็กน้อย) พอเปลือกแข็งๆด้านนอกกะเทาะแล้ว ก็นำมาพักให้สะเด็ดน้ำ แล้วจึงนำมาบดให้ละเอียดเพื่อใช้ในการบริโภคต่อไปได้

สิ่งที่สำคัญที่ เราควรรู้ก็คือ เราไม่ควรกินงาดำทั้งเมล็ดโดยไม่ผ่านการบดละเอียด เพราะงาดำเมล็ดเล็กจิ๋วนั้นมีโครงสร้างที่แข็งแรงที่ลำไส้ของเรานั้นไม่สามารถบดเมล็ดงาดำให้แตกได้ ร่างกายเราจะไม่สามารถดูดซึมสารอาหารสำคัญที่อยู่ในโครงสร้างที่แข็งแรงของเมล็ดงาดำเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้

การบริโภคในรูปน้ำมันงาดำสกัดเย็น เน้นและย้ำว่าต้องเป็นรูปแบบสกัดเย็นเท่านั้น ซึ่งจะต้อง มาจากกรรมวิธีการสกัดด้วยความดันสูง เพื่อให้สารอาหารและแร่ธาตุต่างๆถูกสกัดออกมาได้อย่างครบถ้วน น้ำมันงาดำนั้นจัดเป็นไขมันชนิดดีที่ให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ค่อนข้างสมบูรณ์ การรับประทานเป็นประจำทุกวันในปริมาณ 2,000-8,000 มิลลิกรัมสำหรับผู้ใหญ่นั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะจะเป็นการเพิ่มสารอาหารให้แก่ร่างกาย ช่วยดูแลรักษาสุขภาพ และช่วยชะลอวัยได้อีกด้วย ในกรณีผู้ป่วยนั้น การบริโภคน้ำมันงาดำสกัดเย็นเพื่อใช้รักษาอาการควรจะมีปริมาณ 3,000 – 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งจะแตกต่างกันไปแล้วแต่อาการ

น้ำมันงาดำสกัดเย็นบริสุทธิ์นั้น มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงมีปฎิกิริยากับอากาศและแสงสูงด้วย ดังนัั้น การนำมาบรรจุในแคปซูลจะช่วยป้องกันการทำปฏิกิริยากับอากาศและแสงแดดได้อย่างดี แต่หากต้องการจะใช้ในรูปน้ำมันที่บรรจุขวดนั้น ก็ควรจะซื้อที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก เพราะว่าในการเปิดใช้แต่ละครั้งนั้น น้ำมันงาดำก็จะทำปฏิกิริยากับอากาศและแสงทุกครั้ง ทำให้น้ำมันที่มีอยู่ด้วยคุณภาพและประสิทธิภาพ อีกทั้งยังทำให้เสียเร็วขึ้นอีกด้วย ถ้าหากน้ำมันเริ่มมีกลิ่นที่เปลี่ยนไป ก็ไม่ควรจะนำมาบริโภคเป็นอาหารหรือใช้ภายนอกอีก ประโยชน์ของงาดำ